ตอนที่54 URL ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดีกว่า

ตอนที่54

ตอนที่54

URL ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดีกว่า

Google บอกไว้ชัดเจนว่า URL เป็นหนึ่งในปัจจัยการ Rank อันดับต้น ๆ ในแง่ของความสอดคล้องระหว่างเว็บเพจกับคีย์เวิร์ดค้นหา สิ่ง ที่ Google นักหนา URL ต้องเป็นคำศัพท์อ่านออกเป็นภาษา มนุษย์ (ใส่คีย์เวิร์ดของเว็บเพจนั้นเข้าไปด้วย) ต่อมาเลยเกิดคำถาม สำหรับเว็บไทยว่าจะให้ URL เป็นภาษาอะไรดีระหว่างไทยกับอังกฤษ

Google ตอนนี้รู้แทบทุกภาษา ดังนั้นการจะใช้ URL ภาษาอะไรก็ตาม Google จะเข้าใจอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เข้าใจยิ่งขึ้นและ Rank ดีขึ้น URL ภาษาไทยที่เป็นภาษาเดียวกันกับเนื้อหาบนเว็บเพจคุณย่อมดีกว่า ภาษาอังกฤษ แถมมันยังจะดูน่าคลิกบน Google จากคนไทยมากกว่า ด้วย เพราะมันอ่านแล้วเข้าใจกว่า (อย่าลืม ยิ่งได้คลิกมาก Rank จะดี ตามไปด้วย)

แต่ถ้าเว็บไทยของคุณทั้งเว็บใช้ URL เป็นอังกฤษมานานแล้ว และทุก วันนี้ไม่ได้เดือนร้อนอะไร ระวัง! ของไม่เสียอย่าไปซ่อมเพราะอาจได้ ไม่คุ้มเสีย

Better Thai or English URL

Google makes it clear that the URL is one of the top ranking factors in terms of consistency between webpages and search keywords. What Google has to say is that the URL must be readable in human language (enter the webpage’s keyword). So there was a question For Thai websites, what language should the URL be in between Thai and English?

Google now knows almost every language. Therefore, using any language URL, Google already understands But to better understand and rank better, the Thai URL that is the same language as the content on your webpage is better than English, and it will also look more likely to click on Google from Thai people because it is more readable (do not Forgetting. The more clicks you have, the better your ranking will be.)

But if your entire Thai website has been using English URLs for a long time and today is not a hot month, be careful! No waste, do not repair because it might not be worth it.

ตอนที่54

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่53 เว็บเพจมีเป็นร้อย จะรู้ได้ยังไงว่าหน้าไหน ลืมใส่ Meta Tag

ตอนที่53

ตอนที่53

เว็บเพจมีเป็นร้อย จะรู้ได้ยังไงว่าหน้าไหน ลืมใส่ Meta Tag

Meta Tag คือสิ่งแรกที่ Google ดูว่าเว็บเพจมีเนื้อหา อะไร ถ้าคุณลืมใส่ หรือใส่ไม่ครบตัวอักษรที่ Google แสดงได้ (แนะนำให้ใช้ seomofo.com ในการทดสอบ) คุณก็เสียประโยชน์ทันที เว็บเพจมีหลายร้อยหน้า โดย เฉพาะกับองค์กรใหญ่ๆ ที่มีการสร้างเว็บเพจใหม่ขึ้นไป อยู่บ่อยๆ ทำให้ Title หาย บางที่สั้นเกิน หรือที่พบบ่อย

คือใส่แต่ Tile แล้วลืม Description Tag ไปเลย และพอ ไม่ได้ใส่ Google มันก็จะเอาเนื้อหาส่วนไหนมาใส่ให้เป็น

Snippet ก็ไม่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่ดูไม่จืดเลย

Meta Tag หน้าไหนบ้างที่ทำให้เกิดความอับอาย ต่อวงศ์ตระกูล ความจริงจะเปิดเผย ด้วยซอฟต์แวร์ On-page SEO เช่น Web Auditor ของค่าย Link Assistant

There are a hundred web pages. How to find out which page has forgotten to add Meta Tag

The Meta Tag is the first thing that Google looks for on a webpage. If you forget to add or missing all the characters that Google can display (seomofo.com is recommended for testing), you lose the benefit. There are hundreds of webpages, especially for large organizations. With new web pages being created frequently, causing the title to disappear somewhere that is too short Or common

Is just put in the Tile and forget the Description Tag, and when you don’t add Google, it will take which part of the content to put into

Snippet didn’t know that most of them didn’t look fresh.

What pages of Meta Tag are embarrassing? Per line The truth will reveal With On-page SEO software such as Web Auditor of Link Assistant.

ตอนที่53

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่52 องค์ประกอบหลักๆ ของงานโฆษณาที่สร้างสรรค์

ตอนที่52

ตอนที่52
ตอนที่52

นักการตลาดต้องเข้าใจงานของนักโฆษณาพอๆ กับที่นักโฆษณาต้องเข้าใจงานของนักการตลาด…พูดแล้วก็งงๆ เพราะหลายครั้งที่นัก โฆษณามักบ่นว่านักการตลาดเจ้าของสินค้าไม่เข้าใจงานสร้างสรรค์ (Creative) ทางโฆษณา

องค์ประกอบหลักๆ ของงานโฆษณาที่สร้างสรรค์คือ

  1. เชื่อมโยง (Connectedness) งานสร้างสรรค์โฆษณาที่ดีต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคเป้าหมาย ดูแล้วเข้าใจง่าย และเกี่ยวพันกับความต้องการของผู้บริโภคนั้นๆ รถยนต์ราคาแพงซึ่งนอก จากจะต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องสมรรถภาพ แล้วยังต้องตอบโจทย์เรื่องความหรูหราสมสถานะของผู้บริโภคเป้าหมายอีกด้วย
  2. เหมาะสมตรงประเด็น (Appropriateness) งานโฆษณาที่ สร้างสรรค์ต้องสื่อสารให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ตรงประเด็นเหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบกับโฆษณาของสินค้าแบรนด์อื่นๆ ในสินค้าประเภทเดียวกัน อย่างโฆษณาของธนาคาร TMB เกี่ยวกับเงินฝาก ไม่ประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงก็นับว่านำเสนอได้ดีน่าสนใจและกระตุ้นให้ ผู้บริโภคอยากฝากเงิน
  3. แปลกใหม่ (Novelty) งานโฆษณาที่สร้างสรรค์ต้องนำเสนอ แบบแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ กระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากติดตาม เช่น นำเสนอด้วยภาพกราฟิก แอนนิเมชั่น เสมือนจริง ดนตรีที่กระตุ้นความสนใจ หรือภาพที่สวยงาม ฯลฯ แต่ทั้งนี้ต้องเหมาะสม ตรงประเด็นและไม่สื่อสารเกินจริง

หลักการที่ว่านี้รวมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า CAN (Connectedness, Appropriateness, Novelty) เรียกแบบนี้จำได้ง่ายดีนะครับ

เมื่องานโฆษณาน่าสนใจชวนให้ติดตามแล้ว งานโฆษณาที่ดี ต้องทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ดีแบบว่าติดอยู่ในสมองเมื่อเห็นสินค้าที่โฆษณาก็ระลึกถึงโฆษณานั้นได้ที่เรียกว่า Brand Recognition ซึ่งช่วย ให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้านั้น หรือถ้าโฆษณาทำงานได้ผลดีกว่า นั้นคือผู้บริโภคระลึกถึงสินค้าที่โฆษณาได้เสมออย่างนี้เรียกว่าเกิด Brand Recall

หลักการง่ายๆ ที่จะทำให้โฆษณาติดอยู่ในความทรงจำของผู้ บริโภคมีดังนี้

  1. การสื่อสารที่เข้าใจง่าย (Simplicity) งานโฆษณาไม่ว่าจะ สร้างสรรค์อย่างไรต้องไม่ทําให้ผู้บริโภคงงในสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์หลักของสินค้านั้นๆ เช่นโฆษณาอาหารต้องสื่อสารถึงความอร่อย สะอาด เป็นต้น โฆษณาร้านขายแว่นตายี่ห้อหนึ่งอาจทำให้ เข้าใจง่าย (ตลกแบบน่า…สักหน่อย) แต่ไม่เคยสื่อสารถึงสาระหรือ ประโยชน์สำคัญของสินค้าเลย
  2. การสื่อสารแบบไม่คาดหวังมาก่อน (Unexpectedness) การสื่อสารนำเสนอเรื่องที่ผู้บริโภคไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นย่อมทำให้ผู้บริโภคสะดุดหยุดดูและจดจำได้ดี โฆษณาของธนาคารกสิกรไทยใช้การสร้างสรรค์ในลักษณะนี้ และทำได้ดี เช่น โฆษณาชุดที่มีชายแต่งตัวใส่สูทแบบนักธุรกิจแล้วภาพก็วิ่งถอยหลังไปในสมัยเด็กที่เหลือแต่ตัว แล้วก็สรุปลงที่สาระหลักที่ต้องการสื่อสารว่าเพราะพ่อไม่ได้เตรียม แผนทางการเงินไว้ให้ลูก ลูกจึงไม่สามารถมีอนาคตที่ดีได้
  3. ความชัดเจน (Concreteness) งานโฆษณาที่ดีต้องสื่อสาร ชัดเจน เพราะฉะนั้น ทุกองค์ประกอบของเรื่องของฉากต้องแสดงถึง ภาพลักษณ์และตําแหน่งของแบรนด์ (Brand Image and Brand Posiioning) ได้ชัดเจนภาพที่แสดงสมรรถนะของรถกระบะที่วิ่งไปบนถนน ที่จรขระขึ้นเขาลงห้วยย่อมแสดงถึงความแข็งแกร่งของรถกระบะแบรนด์ นั้นได้ชัดเจน
  4. ความน่าเชื่อถือ (Credibility) งานโฆษณาที่ดูเหนือความจริง และ ไม่น่าเป็นไปได้ย่อมสร้างความขัดแย้งให้ผู้บริโภคและไม่ส่งผลดีต่อแบรนด์ที่โฆษณานั้น โฆษณาสีแบรนด์หนึ่งที่ใช้แนวสร้างสรรค์ เปรียบผู้หญิงคนหนึ่ง (ชื่อสี) ที่ทนได้ต่อความหลายใจของชายคนรัก เหมือนสีทาบ้านที่ทนต่อสภาพอากาศแปรปรวนได้ คงไม่สามารถสื่อ สารได้น่าเชื่อถือเท่ากับสีอีกแบรนด์หนึ่งที่ใช้ดาวตลกดังอย่างหม่ำเสมอ และ ภรรยามาโฆษณาว่าสีแบรนด์นี้สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย
  5. อารมณ์ (Emotionally) สินค้าหลายประเภท เช่น เครื่องสำอาง สินค้าฟุ่มเฟือย ส่วนใหญ่มักใช้โฆษณาแนวที่สร้างอารมณ์ร่วม อาจจะส่อไปทางเซ็กซ์สักหน่อยแต่ก็ได้ผลดี อย่างโฆษณาทุกชิ้นของผลิต ภัณฑ์นี้เวียที่ใช้แนวเร้าอารมณ์แบบนี้ หรือโฆษณาของคอฟฟีเมตที่สร้างงานโฆษณาแนวคู่รักหวาน ดื่มเนสกาแฟกับคอฟฟีเมตแล้ว เปรียบเหมือนคู่รักที่รักกันแบบไม่มีวันพรากจากกัน แล้วก็จบลงตรง ที่ว่า “เพราะเราคู่กัน”
  6. การเล่าเรื่อง (Storytelling) โฆษณาแนวนี้ได้ผลดีกับผู้บริโภค ชาวไทยที่ชอบดูละคร อย่างโฆษณาของไทยประกันชีวิตทุกชิ้นเป็น แนวเล่าเรื่องเหมือนละครสั้นๆ อย่างโฆษณาชุดชายใบ้กับลูกสาวใจแตก(เกลียดพ่อ) ที่ชวนให้ติดตามและสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี เพราะ สาระสำคัญของการประกันคือความห่วงใย ความกลัวในความไม่ แน่นอนของอนาคต ปัจจุบันสินค้าหลายแบรนด์นิยมใช้งานสร้างสรรค์ แนวนี้โดยเฉพาะเล่าเรื่องความห่วงใยของคนในครอบครัว เช่นลูกกับ พ่อแม่ เป็นต้น

Marketers must understand the advertiser’s work as much as As advertisers have to understand the work of marketers … confused and confused Because many times Advertisers often complain that marketers who do not understand creative products through advertising

Key components Of creative advertising is

Connectedness: Creative advertising must meet the needs of target consumers. Looks easy to understand And related to the needs of that consumer Expensive cars which are outside From having to meet the needs of consumers in terms of performance And also needs to meet the luxury needs of the target consumer as well

To the point (Appropriateness) Creative advertising must communicate information about products or services that are appropriate to the point of comparison with advertisements of other brands. In the same product category Like TMB bank advertisements about deposits Not regularly offering high interest is considered good, interesting and encouraging. Consumers want to deposit money

ตอนที่52

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่51 มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้การโฆษณา (Above-theLine) ถูกลดบทบาทลงไป

ตอนที่51

ตอนที่51

มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้การโฆษณา (Above-theLine) ถูกลดบทบาทลงไปบ้างและนักการตลาดหันมาใช้ Belowthe-Line มากขึ้น เพราะ

  1. พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป – สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ปัจจุบันเทคโนโลยี ทำให้ทุกอย่างสะดวก รวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีหลากหลายรูป แบบ สื่อต่างๆ ก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียมที่ติด จานรับสัญญาณใบเดียวก็ดูได้ 200-300 ช่อง สื่อออนไลน์ต่างๆ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ผู้บริโภคสามารถเลือกรับสื่อต่างๆ ได้ตามใจชอบในเวลาที่ ต้องการ ซึ่งเป็นการยากของนักโฆษณาที่จะเลือกใช้สื่อที่เข้าถึงผู้ บริโภคอย่างแท้จริง

นอกจากนี้รูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากอดีตอาจจะเนื่อง มาจากปัญหาการจราจรที่ติดขัด การทำงานมากขึ้น การเลี้ยง สังสรรค์ ฯลฯ เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคกลับบ้านช้าลงและมีเวลารับสื่อโฆษณาน้อยลง โดยเฉพาะสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ (แม้ว่าจะเป็นสื่อ หลักในการโฆษณาอยู่ก็ตาม) ผมว่าท่านคงไม่ปฏิเสธ ลองถามตัวเอง หรือคนข้างๆ ดูก็ได้ครับว่า ทุกวันนี้กลับถึงบ้านกี่โมง…ผู้บริโภควัยเด็กๆ ก็มีปัญหาเดียวกันคือเลิกเรียนก็ต้องเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม แล้วก็ต้อง ติดรถไปกลับกับผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นก็ถึงบ้านช้าเช่นกัน เรื่องนี้ ผมมีข้อสังเกตว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นิตยสารที่เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจนเติบโตขึ้นมาก และทำให้สื่อโฆษณาทางสิ่งพิมพ์เติบโตตามไปด้วย

  1. อัตราโฆษณาที่แพงขึ้น หลังวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว อัตราค่าโฆษณาของสื่อต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (อาจจะเป็นเพราะอัด อั้นมานานช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ) เมื่อสื่อมีราคาแพงและหลากหลาย การตัดสินใจเลือกใช้สื่อก็ยากขึ้น และทำให้เกิดการเปรียบเทียบผลงาน กับงบประมาณ (เงิน) ระหว่างงาน Above-the-Line กับ งาน Below-theLine อย่างไหนได้ผลคุ้มค่ากว่ากัน สำหรับสินค้าที่มีวางจำหน่ายทั่วประเทศการวัดผลนี้อาจจะดูยาก แล้วการโฆษณา (Above-the-Line) ดู ว่ายังมีความจำเป็นอยู่ แต่สำหรับสินค้าที่ไม่ทำตลาด “Mass” วาง จำหน่ายไม่ทั่วประเทศ ยุทธวิธีน่าจะใช้ได้ผลกว่าและวัดผลได้ชัดเจนกว่า
  2. บริษัทที่บริการด้านสื่อ (Media Independent)

ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 บริษัทโฆษณาส่วนใหญ่จะให้ บริการซื้อสื่อให้ด้วยโดยคิดค่าบริการเป็นค่าคอมมิชชั่น (Agency Fee) 17.65% (ซึ่งสมัยที่ผมยังเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ก็ไม่ค่อยจะ เห็นด้วย คิดว่าบริษัทโฆษณาหากินง่ายเกินไป แต่สมัยนั้นไม่มีทาง เลือกครับ) หลังวิกฤตเศรษฐกิจลูกค้ามีงบประมาณน้อยลง และก็เกิด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการโฆษณา กล่าวคือ เกิดบริษัทที่ เรียกกันว่า “Media Independent” ที่ให้บริการด้านการวางแผนสื่อและ ซื้อสื่ออย่างเดียวไม่รวมการคิดงานโฆษณา เรียกว่าบริษัทโฆษณา ทำงานสร้างสรรค์ (Creative) ส่วนเรื่องของสื่อลูกค้าซื้อเองหรือใช้ บริการของบริษัท Media Independent เหล่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัท โฆษณาก็มีรายได้ลดลงจึงจำเป็นต้องเน้นมาขายงานพวก Below-theLine มากขึ้น รวมทั้งเกิดบริษัทที่รับจัดกิจกรรม Below-the-Line พวก (Event Marketing การจัดงานต่างๆ) มากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย

There are many reasons why advertising Above-theLine has been reduced to a certain extent and marketers use it. More belowthe-line because

Consumer behavior has changed – social, economic, political and technological conditions have changed the lifestyle and behavior of consumers. Current technology Make everything convenient, fast, communication has many forms, various media have more whether cable TV Satellite tv on the stick A single receiver can watch 200-300 various online media channels etc.

For this reason, consumers can choose to receive various media.  These make consumers go home slower and have less time to receive advertising. Especially television advertising (Although it is a medium Advertising principles), I think you would not refuse. Try to ask yourself or the person next to you that What time does it come home today? Consumer consumers are young.

ตอนที่51

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่50 วิธีง่ายๆ เพิ่ม Organic Traffic จาก Google ได้อีกเป็นพันเป็นหมื่น

ตอนที่50

ตอนที่50

วิธีง่ายๆ เพิ่ม Organic Traffic จาก Google ได้อีกเป็นพันเป็นหมื่น

คนที่เจอเว็บคุณบนหน้าแรก Google ไม่ได้แปลว่าจะคลิกเข้ามาทุกคน แต่ละเว็บบนผลลัพธ์การค้นหาหน้าแรกของ Google ก็จะได้จำนวน คลิกต่างกันไปเรียกว่าค่า CTR% (Click Through Rate%) หรืออัตรา – คลิกต่อจำนวน Impressions (จำนวนครั้งที่เว็บคุณถูกค้นพบบน Google) ความจริงทั้งหมดนี้คุณดูได้จาก Google Search Console ทั้งหมด รวมทั้ง Ranking (Position) ของคีย์เวิร์ดแต่ละคำที่พาคนเข้ามา

ถ้าคุณพบว่าโฮมเพจคุณมีคนคลิกเข้ามาแค่ 1% (ถือว่าน้อยมาก) จาก Impressions ทั้งหมด 100,000 เท่ากับคุณได้คลิกประมาณ 10,000 ดังนั้น ถ้าคุณอยากได้ Traffic เพิ่ม คุณก็แค่ปรับ Meta Tag ของคุณ ในหน้าโฮมเพจให้มันน่าคลิกกว่าเดิมเพื่อเพิ่มค่า 1% ให้เป็นสัก 5% ขึ้นไป ลองคิดดูสิว่ามันจะเพิ่มคนได้มากแค่ไหนจากคีย์เวิร์ดที่คุณติด อันดับอยู่แล้ว ไม่ต้องไปมองไหนไกลเลย คนหากินกับเว็บทุกคนควร หัดใช้ Google Search Console ให้เป็นแล้วมันจะทำให้คุณเข้าใจเว็บ คุณในแบบที่ Google เข้าใจเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหา Ranking และ การสร้างผู้ชมเพิ่มจาก Google ได้ถูกทาง

Every person who finds your website on the Google homepage doesn’t mean they click on it. Each website on the first page of Google search results will have different clicks, called CTR% (Click Through Rate%) or click-through rate of Impressions (the number of times your website was discovered on Google). All of this can be seen on the entire Google Search Console, including the Ranking (Position) of each keyword that brings people in.

Click over to increase 1% to 5% or more.

Think about how many people you can add from the keywords you add. Rank already You don’t have to look far.

Want to know your Snippet is worth a click? Try it out: www.seomofo.com/snippet-optimizer.html Or use the command on Google easily as: site: [insert your domain name]

ตอนที่50

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่49 ทำยังไงให้ได้คะแนนจาก RankBrain มากที่สุด

ตอนที่49

ตอนที่49

ทำยังไงให้ได้คะแนนจาก RankBrain มากที่สุด

การเอาใจ RankBrain ก็เหมือนกับการลงโฆษณาบน AdWords เพื่อ ทำ Quality Score ให้ได้มากที่สุด ซึ่งหมายถึงเขียนโฆษณาให้น่าคลิกที่สุด และเนื้อหาในเว็บเพจก็ต้องสอดคล้องกับโฆษณาและมีประโยชน์ที่สุด ย้อนกับมาที่ SEO สิ่งที่ต้องทำคือ:

1.ต้องปรับ Snippet ให้น่าคลิกที่สุด ตั้งแต่การใช้ภาษา และคีย์เวิร์ดใน URL และการเขียนไทเทิลเหมือนกับการพาดหัวข่าว สมมุติว่าคุณอยู่หน้าแรก Google แล้ว ให้ดูว่าใน 10 อันดับคู่แข่งของคุณ Snippet น่าสนใจที่สุด น่าคลิกที่สุดหรือยัง ถ้ายังปรับใหม่

2.เนื้อหาในเว็บเพจนั้นต้องสอดคล้องกับข้อความบน Meta Tag ไม่งั้นคนเข้ามาก็หนีหมด และเนื้อหาบน เว็บเพจนั้นจะต้องตอบคำถามของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ได้ อย่างดีที่สุด ลองทดสอบเข้าไปค้นหาเว็บเพจคุณ บน Google แล้วเข้าไปอ่านจริงๆ เหมือนคุณเป็นคน ค้นหา แล้วดูว่าเนื้อหาของคุณมันตอบคำถามของ คีย์เวิร์ดนั้น ๆ ได้ดีพอหรือยัง ถ้าใจบอกว่ายัง ผมคงไม่ต้องพูดอะไรต่อ

อยากรู้ Snippet ของคุณน่าคลิกหรือยัง ลองใช้: www.seomofo.com/snippet-optimizer.html หรือใช้คำสั่งบน Google ง่ายๆ ว่า: site: [ใส่โดเมนเนมคุณเข้าไป]

How to get the most points from RankBrain.

Pampering RankBrain is like advertising on AdWords to get the most Quality Score. Which means write the most clickable ads And the content of the webpage must be consistent with the advertisement and have the most benefit. Going back to SEO, what to do is:

1. Must adjust the Snippet to be most clickable. Since the use of language And keywords in the URL and title writing, just like the headlines Let’s say you are on the first page of Google. Let’s see which of your top 10 competitors are snippet. Most clickable yet? If still adjusted

2. The content of the webpage must correspond with the text on the Meta Tag, otherwise the visitors will run away and the content on the webpage must answer the keyword’s question best. Try testing. Search for your webpage on Google and read it. Like you are a searcher and see if your content answers the question of Are those keywords good enough? If the heart says that still I would not have to say anything further.

Want to know your Snippet is worth a click? Try it out: www.seomofo.com/snippet-optimizer.html Or use the command on Google easily as: site: [insert your domain name]

ตอนที่49

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่48 Google รู้ได้ไงว่าเว็บคุณเนื้อหาห่วย

ตอนที่48

ตอนที่48

Google รู้ได้ไงว่าเว็บคุณเนื้อหาห่วย

หลัก ๆ แล้ว Google รู้จากพฤติกรรมการคลิกบน Google เคยไหม เวลาค้นหาบน Google แต่ไม่คลิกที่ Rank แรก เพราะเห็นเว็บเพจ Snippet ที่น่าสนใจกว่าอยู่อันดับ 3-4 ลงไป ถ้ามีคนทำแบบ นั้นบ่อยๆ กับคำค้นหานี้ เว็บเพจที่อยู่อันดับแรกที่ไม่ค่อยมีใครคลิก จะ Rank ตกทันที นั่นก็หนึ่งเรื่อง ที่ Google ใช้จับความตรงใจของ เว็บเพจที่แสดงเป็น Snippet อยู่บน Google Search Result (หน้า ผลลัพธ์การค้นหา) ทั้งหมดนี้เรียกว่า “Snippet”

Snippet จะน่าคลิกแค่ไหนขึ้นอยู่กับการเขียน Title & Description Tag และการตั้งชื่อ URL ของคุณ ที่คุณต้องทดลองแล้ววัดผลด้วย Google Search Console – Queries

เคล็ดลับการเอาชนะ RankBrain:

Title Tag :  “ทำไมต้องคลิก”

Description Tag: “คลิกแล้วจะเจออะไรบ้าง”

URL: “คลิกแล้วจะเจออะไร (สั้นๆ)”

Content: “ทำตามที่พูด อย่าให้ผู้ชมผิดหวัง”

How does Google know that your website is bad?

Essentially, Google knows from Google click behavior. Have you ever searched on Google but didn’t click on the first Rank because you saw a more interesting Snippet webpage that is ranked 3-4 and below, if someone does that often with this search term? A webpage that ranks first that nobody clicked will immediately rank down. That’s one of the things that Google uses to catch the mind of The webpage displayed as a snippet is on the Google Search Result. All of this is called “Snippet.”

How snippet it is clicked depends on how you write the Title & Description Tag and the naming of your URL that you have to test and measure with Google Search Console – Queries.

Secrets to defeating RankBrain:

Title Tag: “Why click”

Description Tag: “Click and what will find?”

URL: “Click and find what (short)”

Content: “Do what you say. Don’t let the audience down.”

ตอนที่48

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่47 ทำยังไงให้ไฟล์ภาพบนเว็บติด Bank ใน Google Image มากขึ้น

ตอนที่47

ตอนที่47

ทำยังไงให้ไฟล์ภาพบนเว็บติด Bank ใน Google Image มากขึ้น

  1. พยายามใช้ภาพที่ถ่ายเอง หรือภาพที่ไม่มีใครใช้ ถ้าไม่ค่อยมีภาพเอง อย่างน้อยก็อย่าไปลิงก์ ภาพที่อื่นมาใส่ ให้ดาวน์โหลดภาพคนอื่นที่ไม่มี ลิขสิทธิ์ ไม่มีพรายน้ำ Masking แล้วอัปโหลด ขึ้นไปใหม่ แล้วใส่ข้อมูลภาพให้ได้มากที่สุด เช่น caption, title ฯลฯ ใส่ที่ไหนได้ใส่ให้หมด

2. ใส่ Img Alt Tag ด้วยคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับ ภาพจริงๆ (อย่าหลอก Google เพราะนานไป คนคลิกแล้ว Bounce ออกบ่อยๆ มันจะรู้)

3. ตั้งชื่อไฟล์ใหม่ (แม้ภาพที่ดาวน์โหลดมาจะมีชื่อดีอยู่แล้ว) ตั้งใหม่ด้วยคีย์เวิร์ด เช่น ภาพหมานั่งมอง ทะเล ก็ตั้งชื่อไฟล์ให้ชัดเจน เช่น dog-in-sunset. jpg ไม่ใช่ 820384.jpg และภาพเป็นประเภทอะไร เช่น infographic, diagram, logo ก็ต้องใส่ด้วย เช่น dog-in-Sunset-infographic.jpg ด้วย (ตั้งชื่อยาวได้ ไม่ต้องห่วงว่าจะดูสแปมและใช้ภาษาอะไรตั้งก็ได้ แล้วแต่ภาษาของคีย์เวิร์ดคุณ)

How to make the image file on the website more bank on Google Image

Try to use your own pictures. Or images that no one uses If you don’t have a picture of yourself At least don’t go to the link. Other images to put Download images without copyright, no inhabiting Masking and upload them again. Add as much image information as caption, title, etc. Where to put everything.
2. Add Img Alt Tag with the keywords that correspond to the actual image. (Do not deceive Google because too long, people click and Bounce out often, it will know)

3. Name the new file. (Even if the downloaded image already has a good name) Newly set with keywords, such as an image of a dog sitting at the sea, giving the file a clear name, such as dog-in-sunset. , logo must also be added such as dog-in-Sunset-infographic.jpg (can be given a long name You don’t have to worry about viewing spam and using any language. Depending on the language of your keywords)

ตอนที่47

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่46 ใครอันดับร่วงก่อนกันระหว่าง Rank #1 ไม่มีคนคลิก กับ Rank #10 ไม่มีคนคลิก

ตอนที่46

ตอนที่46

ใครอันดับร่วงก่อนกันระหว่าง Rank #1 ไม่มีคนคลิก กับ Rank #10 ไม่มีคนคลิก

พฤติกรรมของผู้คนในแต่ละวงการจะให้จำนวนคลิกต่างกันไปไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนโดยธรรมชาติแล้วเว็บเพจที่ Rank อันดับแรกบน Google จะต้องมีคนคลิกมากที่สุด และทิ้งห่าง Rank 2-10 ทั้งหมด เช่น Rank 1 ได้ CTR 50% ในขณะที่ Rank 2-10 ได้แค่ CTR 1-10% เท่านั้น ปัญหาคือถ้าคุณอยู่อันดับแรกนานาๆ แต่ไม่มีคนคลิก คุณก็มีโอกาสร่วงได้เร้วกว่าอันดับอื่นๆ เพราะมันจะทำให้ Google ขายหน้าอย่างชัดเจน และ RankBrain ก็เกิดมาเพื่อเรียนรู้และจับผิดเรื่องพวกนี้

สมัยนี้การคงอยู่ในอันดับแรกได้นาน นอกจากเรื่องของลื้งค์คุณภาพ คุณต้องทำตัวให้มีประโยชน์กว่าคู่แข่งด้วย ลองมองดูที่ 10 อันดับแรกคู่แข่งของคุณ แล้วเทียบกันดูว่าใครน่าคลิกสุด แล้วพอคลิกเข้าไปแล้ว ใครให้คำตอบที่ดีที่สุด

RANK no.1 Highest Clicks but ….

Who ranks first? Rank # 1. No one clicks. Rank # 10 No one clicks.

The behavior of people in each industry will give an indefinite number of clicks. But, of course, naturally, the first ranked webpage on Google has to be clicked the most, leaving all Rank 2-10, such as Rank 1 getting 50% CTR, while Rank 2-10 getting only CTR 1-. 10% only. The problem is, if you are in the top many places But no one clicks You will have a chance to fall faster than other ranks. Because it will make Google shamelessly, and RankBrain was born to learn and catch these things.

This persistence remains in the top position for a long time. Aside from the issue of quality links You must make yourself more useful than your competitors. Look at the top 10 competitors. And compare and see who is most clickable And after clicking in Who gave the best answer?

RANK no.1 Highest Clicks but ….

ตอนที่46

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com

ตอนที่45 เว็บคุณมีหลายหน้า อย่าบ้า ยัดทุกอย่างไว้ในหน้าเดียวกัน

ตอนที่45

ตอนที่45

เว็บคุณมีหลายหน้า อย่าบ้า ยัดทุกอย่างไว้ในหน้าเดียวกัน

เว็บที่จะ Rank ได้ดี คือเว็บเพจที่ชัดเจน เว็บเพจหนึ่ง หน้ามีหนึ่งเป้าหมายเท่านั้นพอแล้ว (นอกจากหน้า นั้นจะเป็นหน้า Home, Category ที่รวมเอาไว้ด้วย บทความต่าง ๆ เช่น หน้านี้จะเป็นไกด์เรื่อง Bitcoin คุณ ก็ต้องเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับ Bitcoin อย่างละเอียดในทุก แง่มุม ยกเว้นการซื้อขาย Bitcoin ที่ควรแยกหน้าออก ไปให้ชัดเจน เวลาจะสร้างเว็บเพจหรือเนื้อหาเว็บ คุณต้องเล่นเกมจับคู่เว็บเพจกับคีย์เวิร์ดก่อนทุกครั้ง และ เมื่อทำได้อย่างดีหลาย ๆ หน้ารวมเข้าด้วยกัน หมายถึง ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

คุณอาจจะบอกผมว่า บ้าใครกันทำอะไรแบบนี้ ยัดทุก อย่างไว้ในหน้าเดียว….มีเยอะครับ ดูเหมือนวงการเว็บ ยิ่งพัฒนามาก ก็ยิ่งไม่กลับในแง่ของ SEO ทําให้เว็บเพจหลายหน้า เข้าไปรวมกันเป็นหน้าเดียวด้วย Script สวยหรู เอาแพ็กเกจสินค้าที่มี อยู่เป็นร้อยเป็นยัดไว้อยู่ในหน้าเดียวกันแต่ให้เลือกได้ด้วย Tab

ปัญหาคือพอ Google มันมองเข้ามาที่เว็บเพจหน้าเดียวที่มีหลากหลาย เรื่องราว ไม่สอดคล้องกัน คีย์เวิร์ดไม่โฟกัสไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มันจะเกิดการสับสนและไม่แน่ใจว่าควร Rank คำว่าอะไรดี ทำให้

เว็บเพจหน้านั้นไม่ได้รับ Rank ดีๆ อย่างที่ควรเป็น

Your website has many pages. Don’t be mad, stuff everything on the same page.

The website that will rank well is a clear webpage.One webpage has only one goal. (Aside from being the Home, Category page, which includes articles, such as this page is a bitcoin guide, you must tell everything. About Bitcoin in all aspects, except for Bitcoin trading, which should clearly separate the pages when creating a webpage or web content. You have to play the game, pairing the webpage with keywords first every time and when done well, many pages combined means a big win.

You may tell me that Who are you? Doing like this. Stuffed everything on one page …. There are a lot. Seems like the web development industry is more and more, it doesn’t return. In terms of SEO, many web pages Go together into a single page with a script. Elegant package containing products. Hundreds of things are stuffed on the same page but can be selected with Tab.

The problem is that when Google looks at a single page that has many inconsistent stories Keywords do not focus on any matter. It will be confusing and unsure of what rank should be.

That webpage didn’t receive the proper ranking as it should be.

ตอนที่45

ขอบคุณรูปภาพ : google.com

แนะนำติชม : bamboo-network.com